HTMS Maeklong


เรือรบที่ประจำการนานที่สุดในกองทัพเรือไทย

เรือหลวงแม่กลอง (HTMS Maeklong)

ร.ล.แม่กลอง เป็นเรือพี่เรือน้องคู่กับ ร.ล.ท่าจีน ที่จัดอยู่ในประเภทของเรือสลุปสังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่ ณ ปัจจุบันถือเป็นเรือรบที่มีความเก่าเเก่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเรือปืนที่ชื่อ Goana Juata ของประเทศเม็กซิโก 

โดยกองทัพเรือได้สั่งต่อเรือลำนี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ.1935 ในสมัยการพัฒนากองทัพเรือ ขณะที่ พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน เป็นผู้บัญชาการทหารเรือสมัยนั้น ในช่วงระยะแรกของการพัฒนากำลังรบทางเรือ ตามโครงการบำรุงกำลังทางเรือ ค.ศ.1935 โดยกองทัพเรือได้ว่าจ้างบริษัทมิตซุยบุชซันไกชา เป็นผู้สร้าง เพื่อปฏิบัติภารกิจ ตามวัตถุประสงค์อยู่ 2 ประการ คือ
- ในยามสงคราม ปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศทางทะเลในหน้าที่เรือสลุป สามารถทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ในยามสงบ ปฏิบัติภารกิจเป็นเรือฝึกนักเรียนทหารและนายทหาร สำหรับฝึกภาคทางทะเลเป็นระยะทางไกล จนถึงเมืองท่าต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับความรู้ความชำนาญ ในการเดินเรือ และเป็นการอวดธงราชนาวี ไปในตัวอีกด้วย

โดย ร.ล.แม่กลอง ได้เริ่มวางกระดูกงูเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.1936 เวลา 10:45 น. (ซึ่งเป็นวันเดียวกับทำพิธีปล่อย ร.ล.ท่าจีนลงน้ำ) ณ อู่เรือเรือที่อูรางะ เมืองโยโกสึกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีคุณลักษณะเฉพาะของเรือดังนี้
- ระวางขับน้ำ 1,400 ตัน
- ความยาว 85 เมตร
- กว้าง 10.5 เมตร
- กินน้ำลึก 3.7 เมตร
- เครื่องจักรไอน้ำแบบข้อเสือข้อต่อร่วมกับเครื่องกังหันไอน้ำ จำนวน 2 เครื่อง มีกำลัง 2,500 แรงม้า
- ความเร็วสูงสุดได้ 17 นอต
- ปฏิบัติการได้ไกล 16,000 ไมล์ ที่ความเร็ว 10 นอต
- อาวุธประจำเรือ
ปืนใหญ่ขนาด 120 มม.เเบบเเท่นเดี่ยวจำนวน 4 กระบอก
ปืนกล 20 มม. 2 กระบอก
ตอร์ปิโด 45 ซม. 2 แท่น ๆ ละ 2 ท่อ
เครื่องบินทะเล จำนวน 1 เครื่อง

ติดตั้งในภายหลังวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1954
ปืนกล40/60 มม. 3 กระบอก
ปืนกล 20 มม. อีก 1 กระบอก
แท่นปล่อยระเบิดลึก 6 แท่น
-ทหารประจำเรือรวม 173 คน (นายทหาร 13 พันจ่า 9 จ่า 85 พลทหาร 66)

ร.ล.แม่กลอง ได้มีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.1937 และเดินทางกลับประเทศไทย ถึงท่าราชวรดิฐในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ.1937 กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีต้อนรับเจิมเรือ และขึ้นระวางประจำการเรือในวันเดียวกัน ใซึ่งนพิธีดังกล่าว ประธานคณะผู้สำเร็จราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธี ณ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย

ร.ล.แม่กลอง เป็นเรือที่ได้รับพระราชทานนามเรือตามชื่อแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นแม่น้ำสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูง แก่ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม บรรดาข้าราชการพ่อค้า และประชาชนได้จัดพิธีฉลอง และเยี่ยมชมเรือ ในระหว่างวันที่ 3 - 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1937

ร.ล.แม่กลอง เป็นเรือรบที่ขึ้นระวางประจำการรับใช้ประเทศชาติ ในการป้องกันอาณาเขตทางทะเล อย่างเข้มแข็งมาตลอดระยะเวลา 58 ปี ซึ่งเป็นเรือรบที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ทั้งทางการยุทธและเรือฝึกคือเป็นเรือครู ให้แก่นายทหารสัญญาบัตรที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ รวมทั้งนายทหารประทวนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนชุมพลทหารเรือ โดยฝึกให้ความรู้ความชำนาญแก่นักเรียนทางด้านภาคปฏิบัติเป็นอย่างดีในด้านวิชาการเรือ การเดินเรือ การอาวุธและยุทธวิธีต่าง ๆ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานให้กับนักเรียน ภายหลังที่ได้สอบผ่านวิชาความรู้ทางด้านทฤษฎีมาแล้วจากโรงเรียน หากนักเรียนผู้ใดได้สอบผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ จะถือว่านักเรียนผู้นั้นสอบได้อย่างสมบูรณ์สามารถเลื่อนชั้นเรียนไปเรียนในชั้นสูง ๆ ได้ต่อไป จนสำเร็จการศึกษาออกเข้ารับราชการตามหน่วยต่าง ๆ ในกองทัพเรือ นอกจากนั้นยังเปรียบเสมือนเป็นทูตสันถวไมตรีที่เป็นตัวแทนของคนไทยไปเยี่ยมเยือนนานาประเทศในทั่วภูมิภาคเอเซีย เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างไทยกับชาวต่างประเทศ

ร.ล.แม่กลอง มีประวัติการใช้ราชการยาวนาน เเละเคยจัดถวายเป็นเรือพระที่นั่ง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาหลายต่อหลายครั้ง อาทิเช่น คราวเสด็จพระราชดำเนิน ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ.1938 หรือในคราวเสด็จนิวัติพระนครเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1951 และในการเสด็จพระราชดำเนิน ตรวจพลสวนสนามทางเรือ และทอดพระเนตร การยกพลขึ้นบก ณ หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1954 นอกจากนี้เคยจัดเป็นเรืออัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) มายังท่าราชวรดิฐ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1949

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับกองทัพเรือว่า ควรจะอนุรักษ์ เรือรบเก่าๆ ไว้ แล้วจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์การทหาร เพื่อเผยแพร่ความรู้ แก่สาธารณชน เนื่องในมหามงคลวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปีที่ 50 ในปีค.ศ.1996 กองทัพเรือจึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เรือรบไทย ขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ปีกาญจนาภิเษก โดยกำหนดที่จะนำ ร.ล.แม่กลอง มาอนุรักษ์ และจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบในโครงการแม่บท คือจะนำมาเทียบท่า เพื่อจัดแสดงให้ประชาชนเข้าชมได้ และจะปรับปรุงท่าเทียบเรือและพื้นที่โดยรวม จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของกองทัพเรือ โดยที่โครงการนี้ จะจัด ร.ล.แม่กลอง ให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านพิพิธภัณฑ์สถาน การยิงสลุตในวโรกาสสำคัญ การประดับธงและประดับไฟในพิธีการต่าง ๆ การรับรองแขกเมืองที่สำคัญ การแสดงกิจกรรมเกี่ยวกับทหารเรือ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์กองทัพเรือด้วย

ในระหว่างวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1995 - 20 มีนาคม ค.ศ.1995 ร.ล.แม่กลอง ได้รับภารกิจ เป็นเรือฝึกภาคปฏิบัติในทะเลของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1, 2 และ 4 ประจำปีการศึกษา 1994 เป็นการฝึกในทะเล ครั้งสุดท้ายของ ร.ล.แม่กลอง ก่อนนำเข้าดำเนินการตามโครงการ การอนุรักษ์ ร.ล.แม่กลอง ในการนี้ ถือว่าเป็นโอกาสดี ที่จะให้ ร.ล.แม่กลอง เดินทางไปเยี่ยมอำลาประชาชน ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ที่แม่น้ำ แม่กลอง ซึ่งเป็นที่มาแห่งชื่อเรือ และเป็นสถานที่ที่ในอดีต เคยมีการจัดงานพิธีฉลองให้กับ ร.ล.แม่กลอง มาแล้ว กองทัพเรือ จึงร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม จัดพิธีอำลา ร.ล.แม่กลอง ระหว่างวันที่ 17 - 18 มีนาคม ค.ศ.1995 ณ บริเวณแม่น้ำแม่กลอง หน้าวัดปากสมุทร ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม

จนกระทั่งกระทรวงกลาโหม ได้พิจารณาเห็นว่า ร.ล.แม่กลอง มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก การซ่อมเพื่อใช้ในราชการต่อไปไม่มีความคุ้มค่า จึงสั่งให้ปลด ร.ล.แม่กลอง ออกจากระวางประจำการนับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1996 เพื่ออนุรักษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง สืบไป

ขอขอบคุณข้อมูลหลักๆจาก :http://www.navy.mi.th/royal/kanchana/proj31t.htm

ภาพประกอบจาก : http://s59.radikal.ru/i163/1308/c0/ab0f0175f432t.jpg

German battleship Bismarck (1940)


เรือประจัญบานบิสมาร์ค เเห่งกองทัพเรือนาซีเยอรมันขณะจอดเทียบท่าอยู่ที่เมืองคีล ในช่วงราวๆปลายเดือนกันยายน ของปีค.ศ.1940

Cr.: https://41.media.tumblr.com/a1a9b4a2f3eb53f553020e8e82664202/tumblr_mr6n582raG1reh0fqo1_400.jpg

Etna-class cruiser (ex- HTMS Taksin-Naresuan)


เรือลาดตระเวนเบาในฝันที่มาไม่ถึงประเทศไทย

เรือหลวงชุดตากสิน-นเรศวร (Etna-class cruiser)

โดยตามแผนของกองทัพเรือในสมัยรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ที่มีโครงการตามพระราชบัญญัติบำรุงกองทัพสยาม ค.ศ.1935 จึงได้มีการเตรียมจัดหาเรือลาดตระเวนเบาจำนวน 2 ลำ โดยไปลงตัวที่อิตาลี ในราคา 1,207,720 ปอนด์ ที่เเยกเป็นราคาของอาวุธอีก 278,400 ปอนด์ ทั้งนี้เราสั่งต่อเรือลาดตระเวนเบาทั้ง 2 ลำจากอู่ต่อเรือเเคนเที
ยรี่ รูนนิติ เเดล'อาเดรียอาติโก ในเมืองตริเอสเต จนได้รับพระราชทานชื่อว่า รล.ตากสิน และ รล.นเรศวร ลำที่ 1 โดย รล.ตากสิน ได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ.1939 เเละปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1942 ส่วน รล.นเรศวร ลำที่ 1 ได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ.1939 เเละปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1941 แต่ทั้ง 2 ลำ ก็มาไม่ถึงประเทศไทย ทั้งที่ได้มีการเตรียมกำลังพลเพื่อรอรับเรือแล้ว

โดยพลเรือโท วิสิฎฐ์ เผ่าทองศุข อดีตเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือใน สมัยเป็นผู้อำนวยการราชนาวิกสภา ท่านได้บอกว่า อิตาลีเกณฑ์เอาเรือทั้งสองลำนี้ไปใช้ในสงคราม โดยตั้งชื่อใหม่และอยู่ในหมู่เรือลาดตระเวนเบาชุดภูเขาไฟ คือ "เอทน่า" กับ "วิซูเวียต" ซึ่งประวัติในกองทัพเรือเรานั้น มีเพียงประวัติสั้นๆอยู่ว่า

“เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น การสร้างเรือก็ดำเนินไปอย่างล่าช้าก็เพราะ ขาดแคลนวัสดุและการส่งอาวุธประจำเรือ รวมไปถึงปืนใหญ่หลักของเรือขนาด 5.3 นิ้ว ที่ทั้ง 3 ป้อม ก็เป็นเเบบ โบฟอร์ส ของสวีเดนที่รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามด้วย เพราะถูกเยอรมันบุก จนเกือบจะถูกยึดครอง”

ซึ่งทางเราคงทราบดีแล้วว่าทางอิตาลีนั้นได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ก็คือฝ่ายนาซีเยอรมัน และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปเองเขาก็รบกันมาตั้งแต่ปีค.ศ.1939 หลังจากที่เยอรมันบุกเข้าโปแลนด์

ถึงแม้ว่าไทยจะร่วมรบกับญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นเป็นฝ่ายอักษะร่วมกันกับอิตาลีหลังเดือนมกราคม ค.ศ.1942 จนถูกฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเเบบ บี-24 ลิเบอร์เรเตอร์ เข้าทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ หลังจากญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1941 เเล้วก็ตาม เเต่เมื่อเข้าสถานการณ์คับขันฝ่ายอักษะด้วยกันเองก็ต้องต่างฝ่ายต่างก็ต้องเอาตัวรอดกันทั้งนั้น

เรือรบทั้ง 2 ลำ จึงได้ถูกเกณฑ์เข้าร่วมรบ โดยภายหลังจากอิตาลียอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกในเดือนกันยายน ค.ศ.1943 เรือทั้ง 2 ลำที่สร้างเสร็จไปกว่า 53% ก็ถูกระเบิดทำลายโดยฝ่ายสัมพันธมิตรจนอับปางลงในสภาพนั่งแท่นเกือบจมน้ำ ก่อนที่ฝ่ายเยอรมันจะเข้าครอบครองเรือทั้ง 2 หลังจากนั้นทางฝ่ายเยอรมันก็มีความพยายามที่จะซ่อมเเซมเรือทั้ง 2 ลำเเต่ก็ถูกยกเลิกไป จนกระทั่งได้มีการกู้ตัวเรือขึ้นมาเพื่อทำลายในช่วงปลายทศวรรษที่1940 ณ บริเวณอ่าวของเมืองตริเอสเต ที่ทำให้เรือทั้ง 2 ลำ ไม่มีโอกาสมารับใช้ประเทศไทย ซึ่งในเวลาต่อมาทางอิตาลีได้จ่ายเงินชดเชยค่าต่อเรือลาดตระเวนเบาทั้ง 2 ลำคืนให้เเก่ไทยเป็นจำนวน 601,360 ปอนด์

ลักษณะเฉพาะ

ชั้น: เรือลาดตระเวนเบา
ระวางขับน้ำ: 5,900 ตัน เต็มที่ 6,000 ตัน
ความยาว: 153.8 เมตร (ตลอดเเนวน้ำ)
ความกว้าง: 14.47 เมตร
กินน้ำลึก: 5.95 เมตร
เครื่องยนต์: กังหันไอน้ำ 2 เพลาใบจักร 3 หม้อน้ำ 40,000 แรงม้า
ความเร็ว: 28 นอต
อัตราเต็มที่: 580 นาย
ยุทโธปกรณ์:
-ปืนใหญ่ขนาด 135 มม.(5.3 นิ้ว)/45 คาลิเบอร์ เเบบเเท่นคู่ 3 เเท่น
-ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 65 มม.(2.6นิ้ว) เเบบเเท่นเดี่ยว 10 กระบอก
-ปืนกลขนาด 20 มม.(0.79นิ้ว) เเบบเเท่นเดี่ยวอีก 20 กระบอก
-ตอร์ปิโดขนาด 18 นิ้ว เเบบเเฝด 3 จำนวน 2 เเท่น
อากาศยาน: เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล 2 เครื่อง
เกราะ:
-ด้านข้าง 60 มม.
-ดาดฟ้า 20-35 มม.

ขอขอบคุณข้อมูลหลักๆจาก : http://www.rtni.org/th/library/wp-content/uploads/2013/11/นาวิกศาสตร์-พย-2555-เรือรบหลวงที่มาไม่ถึงประเทศไทย.pdf

เป็นภาพขณะที่ เรือหลวงนเรศวร กำลังถูกปล่อยลงสู่น้ำในพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่อู่ต่อเรือเเคนเทียรี่ รูนนิติ เเดล'อาเดรียอาติโก ที่เมืองตริเอสเต ในประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1941

ภาพต้นฉบับก่อนนำมาลงสีจาก : 
http://img42.imageshack.us/img42/6719/cubie2.png

HTMS Phra Ruang (Ex- HMS Radian)



เรือหลวงลำเเรกของปวงชนชาวไทย

เรือหลวงพระร่วง (HTMS Phra Ruang)

ซึ่งได้เป็นเรือหลวงลำแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ทั้งข้าราชการและประชาชนผู้มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เรี่ยไรทุนทรัพย์ซื้อเรือรบถวายเป็นราชพลีต่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากการพระองค์ที่ทรงจัดตั้ง ราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Royal Navy League of Siam) ขึ้นเมื่อวันที่ 5 พ
ฤศจิกายน ค.ศ.1914 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความยินดีและเห็นชอบ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามเรือนี้ว่า "พระร่วง" อันเป็นสิริมงคลตามวีรกษัตริย์อันเป็นที่นับถือของชาวไทยทั่วไป

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวน 80,000 บาท และพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้พร้อมใจกันออกทุนเรี่ยไรถวาย เมื่อครั้งจัดงานพระราชพิธีทวีธาภิเษกในรัชกาลที่ 5 ซึ่งยังเหลือจากการใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 116,324 บาท ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานทรัพย์อีกเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท เมื่อรวมกับเงินที่เรี่ยไรทั่วพระราชอาณาจักร ได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,514,604 บาท 1 สตางค์ ในปีค.ศ.1920

นายพลเรือโท พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดซื้อเรือในภาคพื้นยุโรปพร้อมด้วยนายทหารอีก 5 นาย คณะข้าหลวงพิเศษตรวจการซื้อเรือในภาคพื้นยุโรปชุดนี้โดยได้คัดเลือกเรือพิฆาตตอร์ปิโด "เอชเอ็มเอส เรเดียนท์" (HMS Radiant) ของบริษัทธอร์นิครอฟท์ (Thornycroft Co.,) สร้างที่ เมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเห็นว่าเหมาะสมแก่ความต้องการของกองทัพเรือและเป็นเรือที่ต่อขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.1916 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้นสงครามยุติลงเมื่อค.ศ.1918 อังกฤษจึงยินดีขาย คณะข้าหลวงพิเศษได้ตกลงซื้อเรือลำนี้เป็นเงิน 200,000 ปอนด์ ส่วนเงินที่เหลือจากการซื้เรือนั้นได้พระราชทานให้แก่กองทัพเรือไว้สำหรับใช้สอย เรือลำนี้เดินทางจากประเทศอังกฤษเข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1920

เรือหลวงพระร่วง เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ได้ทำการต้อนรับสมโภชที่ท่าราชวรดิฐ ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม ค.ศ.1920 เป็นเวลาถึง 3 วัน หลังจากนั้นก็ขึ้นระวางประจำการเพื่อใช้ราชการกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1920 จนล่วงมาถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ.1959 ในรัชกาลที่ 8 เรือก็ถูกปลดระวางประจำการ รวมใช้ในราชการกองทัพเรือ เป็นเวลานานถึง 39 ปี สำหรับภารกิจของเรือหลวงพระร่วง เช่น เข้าร่วมอยู่ในการจัดกำลังของกองทัพเรือกรณีพิพาทอินโดจีนในช่วงปลายปีค.ศ.1940 สถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศสเริ่มตึงเครียดขึ้นเป็นลำดับ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1940 กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งตั้ง พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น “แม่ทัพเรือ” นาวาเอก หลวงนาวาวิจิตร ผู้บังคับการกองเรือรบเป็น “เสนาธิการทัพเรือ” ฯลฯ และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพเรือได้ออกคำสั่งที่ 133/83 ตั้ง “ทัพเรือ” ขึ้น ซึ่ง “ทัพเรือ” นี้เป็นหน่วยรบเฉพาะกิจหรือ “หน่วยสนาม” จัดกำลังเป็น “กองเรือ” 3 กองคือ

กองเรือที่ 1 บังคับการโดย นาวาเอก หลวงสังวรยุทธกิจ เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
- หมวดที่ 1 ประกอบด้วย เรือหลวงศรีอยุธยา เรือตอร์ปิโดใหญ่ 3 ลำ เรือดำน้ำ 2 ลำ (เรือหลวงมัจฉานุ และเรือหลวงสินสมุทร)
- หมวดที่ 2 ประกอบด้วยเรือหลวงธนบุรี เรือตอร์ปิโดใหญ่ 3 ลำ และเรือหลวงบางระจัน

กองเรือที่ 2 บังคับการโดย นาวาเอก ชลิต กุลกำม์ธร เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น 2 หมวดคือ
- หมวดที่ 1 ประกอบด้วย เรือหลวงท่าจีน เรือตอร์ปิโดใหญ่ 3 ลำ เรือดำน้ำ 2 ลำ (เรือหลวงวิรุณ และ เรือหลวงพลายชุมพล)
- หมวดที่ 2 ประกอบด้วย เรือหลวงแม่กลอง เรือตอร์ปิโดใหญ่ 3 ลำ และ เรือหลวงหนองสาหร่าย

กองเรือที่ 3 บังคับการโดย นาวาโทหลวงพรหมพิสุทธิ์ เป็นผู้บังคับกองเรือ ประกอบด้วยเรือหลวงสุโขทัย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงพระร่วง เรือยามฝั่ง 6 ลำ เรือประมง 3 ลำ (ต่อมาเรียกว่าเรือ ก.) เรือหลวงสีชัง เรือหลวงพงัน เรือหลวงช้าง เรือหลวงเสม็ด เรือหลวงจวง เรือหลวงคราม เรือหลวงบริพารพาหน (เรือหลวงเกล็ดแก้ว ลำที่ 1)

จึงเห็นได้ว่า เรือหลวงพระร่วงได้พร้อมเข้าสู่สนามรบตลอดเวลาเฉกเช่นเดียวกับเรือหลวงธนบุรี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ยุทธนาวีที่เกาะช้างขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1941

อีกภารกิจที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งของเรือหลวงพระร่วงที่ควรจดจำคือ ครั้นเมื่อเสด็จเตี่ย (พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์) สิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรีจังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1923 สิริพระชนมายุได้ 44 พรรษา ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1923 เรือหลวงเจนทะเลได้เชิญพระศพจากจังหวัดชุมพรมาพักถ่ายพระศพสู่ เรือหลวงพระร่วง ที่บางนา ต่อจากนั้น เรือหลวงพระร่วงได้นำพระศพเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ประดิษฐานไว้ที่วังของพระองค์ท่านพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1923 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระศพไปพระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ในวาระสุดท้ายของพระองค์ท่านก็ได้กลับมาอยู่บน เรือหลวงพระร่วง อีกครั้ง ซึ่งเป็นเรือที่พระองค์ทรงดำเนินการสรรหาซื้อและทรงเป็นผู้บังคับการเรือคนแรก และนำกลับสู่ประเทศไทยได้เป็นคนแรก อีกทั้งเรือลำนี้ก็เป็นเรือที่สรรหาซื้อมาด้วยความรัก ความกตัญญู ระหว่างปวงชนชาวไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีเรือลำใดอีกเลย ที่ปวงชนชาวไทยได้แสดงออกเช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่เสด็จเตี่ยน่าจะทรงภาคภูมิใจมากที่สุดอย่างหาที่เปรียบมิได้

สมรรถนะของเรือหลวงพระร่วง

เป็นประเภทเรือพิฆาตตอร์ปิโด ที่มีระวางขับน้ำ 1,046 ตัน ความยาวตลอดลำ 83.57 เมตร ความกว้างสุด 8.34 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร อาวุธปืน 102 ม.ม. 3 กระบอก ปืน 76 ม.ม. 1 กระบอก ต่อมาติดปืน 40 ม.ม. 2 กระบอก ปืน 20 ม.ม. 2 กระบอก มีตอร์ปิโด 21 นิ้ว 4 ท่อ มีรางปล่อยระเบิดลึก และมีแท่นยิงปืนระเบิดลึก 2 แท่น เครื่องจักรเป็นแบบไอน้ำแบบ บี.ซี. เกียร์ เทอร์ไบน์ จำนวน 2 เครื่อง ใบจักรคู่ กำลัง 29,000 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 35 นอต ความเร็วมัธยัสถ์ 14 นอต รัศมีทำการเมื่อความเร็วมัธยัสถ์ 1,896 ไมล์ ทหารประจำเรือ 135 คน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.rtni.org/th/library/wp-content/uploads/2013/11/นาวิกศาสตร์-พย-2555-เรือหลวงพระร่วง-เรือของปวงชนชาวไทย.pdf

ภาพต้นฉบับก่อนลงสีจาก : http://f.ptcdn.info/909/024/000/1414378688-JPG-o.jpg