แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Submarine เรือดำน้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Submarine เรือดำน้ำ แสดงบทความทั้งหมด

HTMS Phlai-chumphon


เรือหลวงพลายชุมพล เรือดำน้ำหมายเลข 4 เเห่งราขนาวีไทยที่ไม่ทราบช่วงเวลาเเละสถานที่ของภาพ
ขอขอบคุณภาพขาวดำต้นฉบับจาก : Unknown
 @Tao 

Ko-hyoteki class midget submarine Type D (Koryu)


ซากของเรือดำน้ำจิ๋ว มิดเจ็ท ไทป์ ดี (โคเรียว) ภายในอู่เเห้งที่ฐานทัพเรือคุเระ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของปีค.ศ.1946 

Cr.: http://www.ibiblio.org/hyperwar/OnlineLibrary/photos/images/kf00001/kf06023.jpg

///////// @Tao /////////

Japanese aircraft carrier Junyo 隼鷹 (空母) 1945


เรือบรรทุกเครื่องบินเบาจุนโย ที่จอดเคียงคู่อยู่กับเรือดำน้ำ ฮา-102 ที่ฐานทัพเรือซาเซโบะภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ.1945

Cr.: http://www.geocities.jp/sawatoshi201/JYUNYO1.jpg

I-400-class submarine (伊四百型潜水艦)


Japanese Submarine I-400 Sagami Bay, August 20, 1945.

เรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบินในชั้น อิ-400 (I-400-class submarine)

โดยที่แนวความคิดในการสร้างเรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบินในชุดนี้เป็นของ พลเรือเอก อิโซโรคุ ยามาโมโตะ ผู้บัญชาการของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงต้นสงของครามโลกครั้งที่สอง ได้ไม่นานหลังจากการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1941 อิโซโรคุมีความคิดที่จะโจมตีทางอากาศต่อเมืองใหญ่ๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งบนผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศสหรัฐฯ โดยการใช้เครื่องบินที่ถูกปล่อยออกจากเรือดำน้ำ โดยที่แผนการดังกล่าวได้ถูกนำไปศึกษาหาความเป็นไปได้โดยคณะเสนาธิการของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นและนำเสนอสู่กองบัญชาการของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ.1942 ให้มีการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำขนาดใหญ่เป็นจำนวนถึง 18 ลำ ที่มีพิสัยทำการไกลมากพอที่จะถูกส่งไปปฏิบัติการใกล้ๆกับชายฝั่งของประเทศสหรัฐฯ และยังเดินทางกลับได้โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงระหว่างทาง เเละยังต้องสามารถนำเครื่องบินทะเลที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกตอร์ปิโดหรือระเบิด น้ำหนักรวมไม่น้อยกว่า 800 กก. อย่างน้อย 2 เครื่อง ไปกับเรือพร้อมทั้งมีขีดความสามารถในการปล่อยเครื่องบินออกจากเรือด้วยเครื่องดีดเครื่องบินประจำเรือ การออกแบบเรือดำน้ำสำหรับภารกิจข้ามโลกนี้ถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็วจนได้ผลสรุปออกมาเป็นแบบเรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1942 โดยใช้เวลาในการออกแบบเพียง 64 วันเท่านั้น

ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1943 เรือดำน้ำในชั้น อิ-400 ลำแรก คือ อิ-400 ได้เริ่มวางกระดูกงูที่อู่ต่อเรือในเมืองคุเระ และอีก4ลำก็เริ่มทำการก่อสร้างภายในปีเดียวกัน คือ อิ-401 เริ่มวางกระดูกงูในเดือนเมษายน ค.ศ.1943 อิ-402 เริ่มวางกระดูกงูในเดือนตุลาคม ค.ศ.1943 ที่อู่ต่อเรือในเมืองซาเซโบะ อิ-403 เริ่มวางกระดูกงูในเดือนกันยายน ค.ศ.1943 ที่อู่ต่อเรือในเมืองโกเบ และลำสุดท้ายคือ อิ-404 เริ่มวางกระดูกงูในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1944 ที่อู่ต่อเรือในเมืองคุเระ แต่หลังจากที่พลเรือเอก อิโซโรคุ ยามาโมโตะเสียชีวิตลง ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1943 โครงการเรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบิน ก็ถูกพิจาณาปรับลดจำนวนลงจากที่เดิมวางแผนที่จะสร้างออกมาทั้งสิ้น 18 ลำ ก็ถูกตัดเหลือเพียง 9 ลำ ที่ในเวลาต่อมาก็ถูกตัดลงอีกเหลือ 5 ลำ จนท้ายที่สุดเหลือเพียง 3 ลำเท่านั้น คือ อิ-400 และ อิ-401 ซึ่งถูกนำเข้าประจำการในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.1944 และในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1945 ตามลำดับ ส่วน อิ-402 สร้างเสร็จในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1945 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงได้ไม่นาน จึงไม่เคยออกปฏิบัติในทะเลเเต่อย่างใด ส่วนลำอื่นๆที่เริ่มก่อสร้างไปเพียงบางส่วนก็ถูกยกเลิกไป

ในช่วงต้นปีค.ศ.1945 ทางกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นมีแผนที่จะใช้เรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบินที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ลำ คือ อิ-400 และ อิ-401 ในชั้น อิ-400 ที่สามารถบรรทุกเครื่องบินทะเลเเบบไอจิ เอ็ม6เอ1 เซย์รัน ได้ลำละ 3 เครื่อง กับ เรือดำน้ำ อิ-13 และ อิ-14 ที่บรรทุกเครื่องบินทะเลเเบบไอจิ เอ็ม6เอ1 เซย์รัน ได้ลำละ 2 เครื่อง สนธิกำลังเพื่อเข้าโจมตีประตูกั้นน้ำที่คลองปานามา เพื่อขัดขวางการเคลื่อนย้ายเรือรบจากฝั่งแอตแลนติกมาเสริมกำลังในแปซิฟิก แต่ต่อมาก็เปลี่ยนแผนไปโจมตีฐานทัพเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เกาะปะการังอูลิธี ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ในการซ่อมบำรุงเรือรบที่เสียหายของกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตร โดยวางแผนที่จะเข้าโจมตีในคืนวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1945 แต่สงครามจบลงเสียก่อน เรือ อิ-400 อิ-401 และ อิ-14 จึงถูกยึดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามจบลงไม่นาน ส่วน อิ-13 ถูกจมโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1945 พร้อมลูกเรือทั้งหมด 140 นาย นับว่าเป็นการจมเรือดำน้ำลำเดียวที่มีพลประจำเรือเสียชีวิตมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากที่เรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบินทั้ง 3 ลำถูกยึดทั้งหมดแล้ว จึงถูกนำไปถตรวจสอบขั้นต้นโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ได้สร้างความประหลาดใจถึงขีดความสามารถของญี่ปุ่นในการสร้างเรือดำน้ำขนาดใหญ่แบบนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงได้นำเอาเรือดำน้ำทั้ง 3 ลำไปทำการศึกษาที่ฐานทัพเรือที่ฮาวาย กระทั่งกลางปีค.ศ.1946 กองทัพเรือสหรัฐฯ ติดสินใจจมเรือดำน้ำทั้ง 3 ลำเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เทคโนโลยีในการสร้างเรือดำน้ำขนาดใหญ่ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายรัสเซีย เพราะว่ารัสเซียเองก็อ้างสิทธิของตนเพื่อขอเข้ามาทำการศึกษาเรือดำน้ำทั้ง 3 ลำของญี่ปุ่นด้วย โดยเรือทั้ง 3 จึงถูกจมโดยการยิงด้วยตอร์ปิโดในบริเวณนอกชายฝั่งฮาวาย โดยตำแหน่งที่เรือจมถูกปกปิดไว้ แต่อย่างไรก็ดีหลังจากผ่านมาเป็นเวลา 60 กว่าปี จุดที่เรือทั้ง 3 จมก็ถูกทยอยถูกค้นพบระหว่างการสำรวจท้องทะเลในแถบนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยที่ซากของเรือ อิ-401 ถูกตรวจพบในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.2005 ซากของเรือ อิ-14 ถูกตรวจพบในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2009 และลำสุดท้ายคือ อิ-400 ถูกตรวจพบในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.2013 ที่ผ่านมา

ลักษณะเฉพาะ
ระวางขับน้ำ: 6560 ตัน
ความยาว: 122 เมตร
ความกว้าง: 12 เมตร
กินน้ำลึก: 7 เมตร
เครื่องยนต์: เเบบดีเซลขนาด 2250 แรงม้า 4 เครื่องสำหรับบนผิวน้ำ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2100 แรงม้า 2 เครื่องสำหรับใต้น้ำ
ความเร็ว: บนผิวน้ำ 18.7 นอต/ใต้น้ำ 12 นอต
ดำน้ำลึสูงสุด: 100เมตร
อัตราเต็มที่: 144 นาย
ยุทโธปกรณ์:
- เครื่องบินทะเลเเบบไอจิ เอ็ม6เอ1 เซย์รัน จำนวน 3 เครื่อง
- ท่อยิงตอร์ปิโด 8x533 ม.ม
- ปืนใหญ่ 1x140 ม.ม
- ปืนกล 3x25 ม.ม
- ปืนกล 1x25 ม.ม

ขอขอบคุณบทความจาก : #เรือรบในอดีต https://www.facebook.com/thepastwarship/photos/pb.490610531011918.-2207520000.1431940825./569379849801652/?type=3&theater

เป็นภาพของเรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบิน อิ-400 ที่บริเวณอ่าวซางามิ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1945

ภาพขาวดำต้นฉบับที่ทางเพจนำมาลงสีจาก : http://livedoor.blogimg.jp/kancollematome/imgs/8/1/819d75e9.jpg

Matchanu-class submarine


HTMS Matchanu and Wirun at Kobe, Japan 1937.

เรือดำน้ำชุดแรกเเละชุดเดียวเเห่งราชนาวีไทย

เรือดำน้ำชั้นมัจฉานุ (Matchanu-class submarine)

ที่เป็นเรือดำน้ำเพียงชุดเเรกเเละชุดเดียวที่เคยประจำการในกองทัพเรือไทย ซึ่งเป็นประเภทเรือดำน้ำรักษาฝั่ง ขนาดเล็ก (ระวางขับน้ำต่ำกว่า 500 ตัน) ประกอบขึ้นที่อู่ต่อเรือบริษัทมิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกันทั้ง 4 ลำ อันได้เเก่ เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล โดยเรือหลวงมัจฉาณุ ประกอบขึ้นพร้อมกับเรือหลวงวิรุณ

เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ประกอบแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1937 ทางบริษัทมิตซูบิชิได้จัดพิธีส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิของกองทัพเรือไทย และนำลูกเรือเข้าประจำเรือ ทางกองทัพเรือไทยจึงถือว่าวันที่ 4 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำ

เรือดำน้ำของไทยทั้งสี่ลำ เดินทางออกจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1938 ถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1938 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1938 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส หลังจากยุทธนาวีที่เกาะช้างเมื่อปีค.ศ.1941 เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้ออกไปลาดตระเวนอยู่หน้าฐานทัพเรือเรียม (กัมพูชา) โดยใช้เวลาดำอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้นลำละ 12 ชั่วโมงขึ้นไป ที่นับเป็นการดำที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรือดำน้ำเเห่งราชนาวีไทย ที่สร้างความหวั่นเกรงให้กับฝ่ายฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก

เรือหลวงในชุดมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1951 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรีของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรีสำหรับใช้ประจำเรือได้ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1951 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้นใหม่

ภายหลังจากปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาโครงสร้างการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆภายในเรือ

กระทั่งท้ายที่สุดเรือทั้ง 4 ลำคงเหลือเพียงแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ที่ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/เรือหลวงมัจฉาณุ

เป็นภาพของ เรือหลวงมัจฉาณุ กับ เรือหลวงวิรุณ ที่ท่าเรือของเมืองโกเบ ในช่วงเดือนกันยายน ของปีค.ศ.1937

ภาพขาวดำต้นฉบับที่ทางเพจจะนำมาลงสีจาก :http://f.ptcdn.info/074/026/000/1417319840-8-o.jpg

HTMS Sinsamut


HTMS Sinsamut submarine launching at Mitsubishi Dockyard in Kobe, May 14, 1937.

เรือหลวงสินสมุทร (HTMS Sinsamut) 

ซึ่งเป็นเรือดำน้ำประจำกองทัพเรือไทย เป็นประเภทเรือดำน้ำรักษาฝั่ง ขนาดเล็ก (ระวางขับน้ำต่ำกว่า 500 ตัน) ประกอบขึ้นที่อู่ต่อเรือบริษัทมิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกันจำนวน 4 ลำ พร้อมกับ เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ และเรือหลวงพลายชุมพล โดยเรือหลวงสินสมุทร ประกอบขึ้นพร้อมกับเรือหลวงพลายชุมพล แต่มีรูปแบบแตกต่างกัน โดยเรือหลวงสินสมุทรมีลักษณะภายนอกเหมือนกับเรือหลวงมัจฉาณุและเรือหลวงวิรุณ ทุกประการ

ชื่อเรือหลวงสินสมุทร เป็นชื่อพระราชทาน มา ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2480 มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ สินสมุทร จากเรื่องพระอภัยมณี

เรือหลวงสินสมุทรและเรือหลวงพลายชุมพล ประกอบแล้วเสร็จสมบูรณ์ บริษัทมิตซูบิชิได้ทำพิธีส่งมอบเป็นกรรมสิทธิของกองทัพเรือไทย และนำลูกเรือเข้าประจำเรือ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2481

เรือดำน้ำของไทยทั้งสี่ลำ เดินทางออกจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง

เรือหลวงในชั้นมัจฉาณุทั้งหมดถูกปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรีของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรีสำหรับใช้ประจำเรือได้ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้นใหม่

ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

ข้อมูลจำเพาะ

ระวางขับน้ำ : น้ำหนักบนผิวน้ำ 374.5 ตัน น้ำหนักขณะดำ 430 ตัน
ขนาด : ความยาวตลอดลำ 51 เมตร ความกว้างสุด 4.1 เมตร สูงถึงหลังคาหอเรือ 11.65 เมตร
กินน้ำลึก : กินน้ำลึก 3.6 เมตร
อาวุธ : ปืนใหญ่ 76 มม. 1 กระบอก ปืน 8 มม. 1 กระบอก ตอร์ปิโด 45 ซม. 4 ท่อ
เครื่องจักร : เครื่องจักรใหญ่ชนิดดีเซล 2 เครื่อง ๆ ละ 8 สูบ กำลัง 1,100 แรงม้า เครื่องไฟฟ้ากำลัง 540 แรงม้า (ใช้เดินใต้น้ำ)
ความเร็ว : ความเร็วมัธยัสถ์ 10 นอต
รัศมีทำการ : รัศมีทำการ 4,770 ไมล์
ทหารประจำเรือ 33 คน (นายทหาร 5 พันจ่า-จ่า 28)

ข้อมูลจาก: http://th.wikipedia.org/wiki/เรือหลวงสินสมุทร

เป็นภาพในขณะที่ เรือหลวงสินสมุทร กำลังถูกปล่อยลงสู่น้ำในพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่อู่ต่อเรือของบริษัทมิตซูบิชิในเมืองโกเบ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1937

ภาพต้นฉบับที่ทางเพจของเรานำมาลงสีจาก:http://f.ptcdn.info/073/026/000/1417319420-3-o.jpg


USS Cuttlefish (SS-171)


เรือดำน้ำ ยูเอสเอส คัทเทิลฟิช (เอสเอส-171) เเห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ในระหว่างการฝึกซ้อมจากนิวลอนดอนของรัฐคอนเนตทิคัต ในช่วงราวๆกลางปีค.ศ.1943

Cr.: http://www.navsource.org/archives/08/0817111.jpg

German submarine U-185


German submarine U-185 sinking after being hit by US depth charges, 24 August 1943

เรือดำน้ำ อู-185 เเห่งกองทัพเรือนาซีเยอรมัน ขณะลอยลำขึ้นมาหลังจากถูกโจมตีด้วยระเบิดน้ำลึกจากเครื่องบินของสหรัฐ ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1943

Cr.: http://colorizedvessels.blog.fc2.com/